พระเยซูรักฉัน…แค่ไหน?

โดย …. โจ้ (เจี๊ยบ)


         บทเพลงที่ 122 ในหนังสือเพลงแห่งชีวิตคริสเตียน มักถูกนำไปร้องในชั้นเรียนเด็กอยู่เป็นประจำ แม้ในแค้มป์อนุชนก็ร้องกันบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยปรากฏว่านิยมร้องในหมู่ประชุมนมัสการวันอาทิตย์ สิบกว่าปีมาแล้ว ผมรู้จักอนุชนท่านหนึ่งซึ่งชอบดนตรีและเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตใจ การได้มาเป็นคริสเตียนของท่านก็ค่อนข้างแปลก คือไปเก็บใบปลิวที่คนอื่นทิ้งแล้วเอามาอ่าน เลยเกิดความสนใจ และมายังที่ประชุมคริสตจักรด้วยตัวเองทั้งที่ไม่รู้จักใครเลย ปัจจุบันเมื่อท่านมีโอกาสนำเพลงในที่ประชุม แทบทุกครั้งจะต้องมีบทที่ 122 อยู่ในเมนู ซึ่งถือว่าแปลกท่ามกลางความรู้สึกที่เคร่งขรึมในช่วงนมัสการ พี่น้องบางท่านทำหน้างงๆ บางท่านอึ้งไปเลย บางท่านก็อมยิ้มรวมทั้งผมด้วย อย่างไรก็ดี เพลงนี้ดังลั่นด้วยเสียงเล็กๆเต็มหลอดจากเหล่าทูตสวรรค์ตัวน้อยๆที่นั่งแถวหน้าของที่ประชุม
         หลายคนรู้และเข้าใจว่าพระเยซูคริสต์ซี่งทรงสภาพของพระเจ้า ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ที่เชื่อและไว้วางใจในพระองค์ โดยเสร็จสิ้นภารกิจของพระองค์ที่ไม้กางเขน (ยน.19:30) พระเยซูทรงตรัสว่า "สำเร็จแล้ว" และทรงก้มพระเศียรลงปลงจิตวิญญาณ และใน ลก.23:43 พระเยซูทรงตรัสแก่โจรที่กลับใจบนไม้กางเขนว่า "วันนี้ เจ้าจะได้อยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม" *สรุปว่า พระเยซูตายเพื่อไถ่บาปได้สำเร็จและเสด็จขึ้นสวรรค์หลังจากนั้นในทันที

         ขอรบกวนพี่น้องนิดนึงครับว่าสรุปเร็วเกินไปหรือเปล่า? เพราะยังมีพระคัมภีร์อีกหลายข้อที่บอกให้เรารู้ว่าน่าจะมีอะไรที่มากกว่านี้
         สดด. 8:5 "พระองค์ทรงถูกทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงชั่วระยะหนึ่ง"          ตอนไหนล่ะครับที่พระองค์ถูกทำให้ต่ำทูตสวรรค์ ถ้าจะบอกว่าตอนที่พระองค์ทรงรับสภาพเป็นมนุษย์นั้น ไม่ใช่แน่นอน เพราะ ฮร.1:6 "เมื่อพระเจ้าทรงนำพระบุตรองค์หัวปีนั้นเข้ามาในโลก ก็ตรัสว่าให้บรรดาพวกทูตสวรรค์ของพระเจ้ากราบไหว้ท่าน" ถ้าหากพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์แล้วเสด็จขึ้นสวรรค์ในวันนั้นแล้วจะมีตอนไหนล่ะครับที่ทรงถูกทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์ แล้วเราทราบดีว่าหลังจากพระองค์ทรงคืนพระชนม์ในวันอาทิตย์ ก็ได้ทรงปรากฏแก่เหล่าสาวกหลายคน ได้มอบหมายงานประกาศพระกิตติคุณ ลูกา 24:44,46 พระองค์ตรัสว่า "คำพยากรณ์ถึงพระองค์นั้น ต้องสำเร็จ คือพระคริสต์ต้องทนทุกข์ทรมานและทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สามและจะต้องประกาศทั่วทุกประชาชาติให้เขากลับใจใหม่ รับการยกบาป ตั้งต้นที่กรุงเยรูซาเล็ม" หลังจากนั้นจึงทรงเสด็จขึ้นสวรรค์
         พระกิตติคุณทั้งสี่เล่มกล่าวตรงกันว่า ในวันอาทิตย์ พระเยซูทรงสั่งเหล่าสาวกให้ออกประกาศข่าวประเสริฐ ผู้ที่เชื่อและรับบับติศมาแล้ว ผู้นั้นจะรอด สิ่งที่น่าสนใจอยู่ใน ยน. 20:17 พระเยซูทรงตรัสว่า "อย่าหน่วงเหนี่ยวเราไว้ เพราะเรายังมิได้ขึ้นไปหาพระบิดาของเรา" จาก ยน.20 : 26 และบทที่ 21 บันทึกว่าพระเยซูยังคงอยู่กับเหล่าสาวกอีกประมาณ 10 วันเป็นอย่างน้อย ก่อนเสด็จขึ้นสู่สวรรค์
         เพราะฉะนั้น หากจะยก ลูกา 23:43 มาอ้างอิงว่าเป็นวันนี้(วันศุกร์) พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ หลังจากสิ้นพระชนม์ในทันที ก็เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ทรงตรัสกับโจรว่า "วันนี้" ก็เพื่อโจรกลับใจคนนั้นจะได้รู้ว่าเขารอดแน่นอน เนื่องจากความหมายของการไถ่ก็คือ ผู้ถูกไถ่จะเป็นอิสระ ไม่ต้องรับโทษแม้แต่นาทีเดียว(ส่วนผู้ไถ่ก็รับไปเต็มๆ) และถ้าจะนับเวลาหลังจากบ่ายสามโมงของวันศุกร์ หลังจากพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ จนกระทั่งรุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ทรงถูกชุบให้คืนพระชนม์โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นเวลาร่วม 40 ชั่วโมง เคยสงสัยบ้างไหมครับว่า ช่วงเวลาดังกล่าวพระองค์หายไปไหน? และเป็นช่วงนี้หรือเปล่าที่ทรงถูกทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์ ยซย. 53:8 "พระองค์ถูกฉุดคร่าไปจากเมืองมนุษย์"
         ตามความเข้าใจของคนสมัยนั้น เมืองเบื้องบนคือเมืองสวรรค์ ที่สถิตประทับของพระเจ้าและเหล่าทูตสวรรค์ เมืองตรงกลางก็คือโลกมนุษย์ และเมืองบาดาลจะอยู่ต่ำสุด ซึ่งเป็นที่อยู่ของมารปีศาจและบริวารผีร้ายทั้งหลายแหล่
         ยอค.32:14-15 "เขาทั้งหลายเป็นที่มอบไว้แก่ความตาย ที่ลงไปยังบาดาล พระยะโฮวาตรัสว่า ในวันที่ท่าน เราทำให้พิลาปร้องไห้" (พูดถึงฟาโรห์อียิปต์)
         ว.ว. 11:7; 20:1-3 บาดาลคือที่อยู่ของซาตาน(สัตว์ร้าย, งูใหญ่โบราณ) เมื่อพระเยซูตรัสว่า "คำพยากรณ์ถึงพระองค์นั้นต้องสำเร็จ" ก็แสดงว่าไม่มีทางที่จะเป็นอื่นไปได้เลย ไม่สามารถหลบเลี่ยงหรือเลื่อนออกไปได้ด้วย ต้องรับเต็มๆ
         อฟ. 4:9 " จะหมายความอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพระองค์เสด็จลงไปเมืองบาดาลก่อนแล้วด้วย" ข้อนี้ถ้าเอาโยงกับยะเอสเคลและวิวรณ์ ก็บอกชัดเลยว่า…พระเยซูต้องลงนรก ก่อนที่จะเสด็จขึ้นสวรรค์          เพราะฉะนั้น ยน.19:30 ที่บอกว่าสำเร็จแล้วนั้น ไม่น่าจะใช่สำเร็จการไถ่บาปด้วยความตายบนไม้กางเขน แต่เป็นสำเร็จงานของพระองค์ในส่วนที่เป็นมนุษย์ต่างหาก ต่อจากนั้นก็เป็น 'งานหนัก' ในส่วนของพระวิญญาณนิรันดร์ของพระองค์เอง จาก อร. 9:14 เราพบว่าพระเยซูคริสต์ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าด้วยทั้งหมดที่พระองค์มีคือ พระกาย พระโลหิต และพระวิญญาณนิรันดร์(คนละความหมายกับพระวิญญาณบริสุทธิ์) ซึ่งพระองค์ต้องทำให้สำเร็จในครั้งเดียว เพื่อจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานหลายครั้ง ในการแบกรับความบาปของมวลมนุษย์นับตั้งแต่สร้างโลกมา (ฮร.4:25-28)
         หากจะพูดว่า พระเยซูทรงถวายพระกาย และพระโลหิตของพระองค์สำเร็จการไถ่บาปเรา แล้วในลูกา 22:42 พระองค์ทรงอธิษฐานขอให้จอกซึ่งพระองค์ต้องดื่มนั้นเลื่อนออกไป ข้อ 44 พระองค์เป็นทุกข์มากจนเหงื่อออกเป็นเหมือนโลหิต ผมมีข้อสังเกตว่าพระองค์กลัวอะไรครับ ถ้างานที่พระองค์ต้องทำนั้นจบที่ความตายบนไม้กางเขน ก็ไม่มีอะไรจะต้องกลัว เพราะลูกกุญแจแห่งความตายอยู่ในมือของพระองค์แต่แรก (ว.ว.1:18) พระองค์เคยชุบชีวิตคนตายมาเยอะแยะ เช่น ลูกสาวของไยรัสนายธรรมศาลา(มธ.9:24-26) , บุตรชายของแม่ม่าย(ลก.7:11) กระทั่งลาซารัสที่ตายมา 4 วันแล้ว (ยน.11:17-44) และยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังทรงมอบอิทธิฤทธิ์นี้ให้อัครสาวก สามารถชุบชีวิตคนตายได้ด้วย (มธ.10:8)
         สำหรับพระเยซู ความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ที่ทรงกลัวเพราะความตายนั้นคือสะพานที่จะนำพระองค์ไปสู่ ' งานหนัก ' ซึ่งทรงสมัครใจมาทำ (ยน.10:18)
         ก่อนที่จะทรงปลงพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ตรัสว่า "พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ขอฝากวิญญาณจิตไว้ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์" (ลก.23:46) และเราพบว่า "พระบิดาได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ไม่มีบาป ให้บาปเพราะเห็นแก่พวกเรา" (2กธ.5:21)
         เงื่อนไขอันยุติธรรมของพระเจ้า คือ วิญญาณของคนบาปต้องลงนรก ปัญหาใหญ่ของมนุษย์คือไม่มีใครปฏิบัติตามพระบัญญัติได้เลย (ยกบ.2:10) ไม่ว่ายิวที่เชื่อพระเจ้าหรือต่างชาติที่พระขึ้นเองต่างตกอยู่ใต้บาป(โรม 3:9-20)
         บัญญัติของพระเจ้าที่มอบให้โมเสส เมื่อจะตัดสินคดีความ ใน อพย. 21:23-24 กล่าวว่า " ถ้าหากว่าเป็นเหตุให้เกิดอันตรายประการใด ก็ให้วินิจฉัยดังนี้คือ ชีวิตแทนชีวิต, ตาแทนตา, ฟันแทนฟัน, มือแทนมือ, เท้าแทนเท้า, ไหม้แทนไหม้, แผลแทนแผล, รอยตีแทนรอยตี " ในเมื่อชีวิตต้องแทนด้วยชีวิต ชดใช้ด้วยความตาย เพราะฉะนั้น วิญญาณที่ต้องลงนรก ก็ต้องชดใช้ด้วยวิญญาณที่ลงนรกเช่นเดียวกัน หากพระเจ้าอนุญาตให้ไถ่วิญญาณของคนทั้งโลกทุกยุคสมัยแค่ด้วยเลือดเนื้อของพระเยซูคริสต์เท่านั้น มารซาตานจะต้องประท้วงว่า " พระเจ้าขี้โกง" แน่ๆ แต่พระเจ้าของเราทรงบริสุทธิ์ยุติธรรมไม่เปลี่ยนแปลง (ลวก.11:44) และทรงรักษาคำมั่นสัญญาของพระองค์เสมอ (ยชว.21:45) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่หนักใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับพระเยซู แม้จะรู้หน้าที่ของพระองค์ แต่ก็ยังทำใจลำบากมาก ถึงมากที่สุด เพราะสิ่งสุดท้ายที่พระองค์ต้องสละ ก็คือ จิตวิญญาณของพระองค์ ( 1 ยน. 4:13)
         หากจะดู กิจการบทที่ 2 ในวันเพนเทคศเต หลังจากที่เหล่าอัครสาวกได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว เปโตรก็ได้ลุกขึ้นเทศนาแก่ชาวยิวที่มาจากเอเชียไมเนอร์ รวมแล้ว 16 ชาติภาษา ซึ่งทุกคนต่างได้ยินเป็นภาษาของตัวเองอย่างน่าอัศจรรย์ เนื้อความก็คือ เรื่องที่พระเยซูมาไถ่บาปทุกคนตามคำพยากรณ์ ซึ่งชาวยิวคุ้นเคยเป็นอย่างดี จาก สดด. 16:8-11 ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่ข้อ 10 " เพราะพระองค์จะไม่ทรงละทิ้งจิตวิญญาณของข้าพเจ้าไว้ในเมืองผี ทั้งจะไม่ทรงยอมให้ผู้บริสุทธิ์ของพระองค์ถึงซึ่งเปื่อยเน่า"
         ผู้ที่ได้ฟังทุกคน รู้สึก "แปลบปลาบใจ" เมื่อรู้ว่าพระมาซีฮาที่พวกเขารอคอยมานานหลายพันปีนั้น ได้มาถึงแล้ว และได้ไถ่พวกเขาจากเมืองผี ด้วยวิญญาณของพระองค์เอง และวันนั้นมีคนกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในคราวเดียวกันถึงสามพันคน ข้ามมาบทที่ 4 มีคนเชื่อเพิ่มขึ้น นับเฉพาะผู้ชายได้ถึง 5 พันคน และบทที่ 6:7 การประกาศพระวจนะของพระเจ้าได้เจริญขึ้นและจำพวกศิษย์ก็ทวีขึ้นเป็นอันมากแม้แต่ขันทีขาวเอทิโอเปียที่สนใจอ่านพระคัมภีร์ทั้งที่ไม่เข้าใจ แต่เมื่อฟิลลิปได้อธิบายถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเยซู ท่านก็ขอรับบัพติศมาด้วยใจที่ร้อนรน (กจ.8:26-40)
         * สมมติว่า "หนุ่ม" มีความรักให้ "สาว" อย่างมากมายสุดๆ แต่อาจมีเหตุขัดข้องบางประการ ทำให้ "สาว" เข้าใจว่า "หนุ่ม" รักตนเล็กน้อยถึงปานกลาง พยากรณ์ได้เลยว่าคู่นี้ไม่มีทางได้แต่งงานกันแน่ๆ เพราะไม่มีความ "ประทับใจ" หรือ "แปลบปลาบใจ" แม้บางคู่ที่แต่งงานแล้ว แต่ความรักไม่สมดุล จะด้วยมือที่สามหรือสาเหตุอื่นก็แล้วแต่ ครอบครัวก็ไม่เป็นครอบครัวอีกต่อไป เช่นกันถ้าพวกเราไม่รู้ , ไม่เข้าใจว่าพระเยซูทรงรักและเสียสละเพื่อเรามากมายขนาดนี้ เราก็จะไม่มีทาง "แปลบปลาบใจ" เหมือนชาวยิวในกิจการบทที่ 2 และคงยากที่จะรักและถักทอความรู้สึกที่ดีๆ ต่อพระองค์ และเราคง "ขึ้นคาน" ฝ่ายจิตวิญญาณ ไม่อาจที่จะเป็นเจ้าสาวของพระเมษโปดกได้ (วว. 19:7-8)
         คศ. 78 ยอห์นได้เขียนจดหมายเตือนพี่น้องที่เอเฟซัส ว่าให้กลับใจจากการละทิ้งความรักดั้งเดิมของพวกเขา (วว. 2:1-7) คศ.61 เปาโลเขียนจดหมายชมที่พี่น้องมีความรักต่อธรรมิกชน(อฟ.1:15-16) และท่านได้วางรากอันล้ำลึกในความรักของพระคริสต์ไว้ให้แก่พวกเขา (อฟ.3:17-19) ซึ่งก็คือเรื่องที่พระเยซูคริสต์ยอมสละพระวิญญาณนิรันดร์ลงไปเมืองบาดาลนั่นเอง ตอนบุกเบิกคริสตจักรที่เอเฟซัสใน กจ. บทที่ 19 เปาโลได้ให้บัพติศมาของพระคริสต์แก่สาวกของยอห์นบัพติศโต และวางมือถ่ายทอดฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่พวกสาวก 12 คนที่นั่นและท่านได้อยู่กับพวกเขา ประกาศแผ่นดินของพระเจ้าถึงสองปี(คศ.52) เพียงแค่ 26 ปี ให้หลัง ยอห์นต้องเตือนพี่น้องไม่ให้ละทิ้งความรักดั้งเดิม คงไม่แปลกอะไรที่ปัจจุบันร่วมสองพันปีให้หลัง พระเยซูตรัสว่า " ความรักของคนส่วนมากจะเยือกเย็นลง…แล้วที่สุดปลายจะมาถึง" (มธ. 24:12-14)
         ขอบคุณพระเจ้าที่พระวิญญาณนิรันดร์ของพระเยซูไม่ต้องละไว้ในเมืองผี แค่ 40 ชั่วโมงก็มากพอแล้วสำหรับการไถ่บาปชาวยิว ที่บรรพบุรุษเขาวนเวียนในป่าถึง 40 ปี และรอคอยพระมาซีฮาราว 4,000 ปี ซาตานไม่รู้แผนการของพระเจ้าครับ เพราะถ้ารู้คงไม่เอาพระเยซูไปตรึงกางเขน (1กธ.2:-9) "สิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์ (ข้อ 10) พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่เราทางพระวิญญาณเพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง แม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า"
         ยน. 21:15-17 ขณะที่พระเยซูทรงคืนพระชนม์และเปโตรยังไม่ได้รับพระวิญญาณ พระองค์ถามว่า "ท่านรักเราหรือ?" (พระองค์ใช้คำ AKAPE' = รักแบบพระเจ้า) แต่เปโตรกลับตอบว่า "ข้าพเจ้าเป็นมิตร (PHILEO') กับพระองค์" พระเยซูถามถึงสามครั้ง ทำให้เปโตรทุกข์ใจ ผมเชื่อว่าหลังกิจการบทที่ 2 แล้ว เปโตรคงอธิษฐานตอบพระเยซูว่า " พระองค์เจ้าข้า ข้าพเจ้าเข้าใจในความรักของพระองค์แล้ว ข้าพเจ้าขอตอบใหม่ได้หรือเปล่า ข้าพเจ้าอยากทูลบอกพระองค์ว่า…ข้าพเจ้ารัก(AKAPE') ต่อพระองค์ เช่นกัน "
         พี่น้องที่รักทุกท่านครับ เราทุกคนได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วตอนรับบัพติศมา หวังว่า…ยังไม่มีใครที่ดับพระวิญญาณ (1 ธก.5:19-21) " อย่าดับพระวิญญาณ อย่าประมาทคำเผยข้อล้ำลึก จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น"
         เรื่องนี้อาจจะแปลกในเนื้อหาและวิธีนำเสนอ แปลกที่ไม่มีใครสอน (หรืออาจมี แต่ผมไม่ทราบ) ผมไม่ต้องการให้พี่น้องคิดว่าแปลกครับ ที่ต้องการคืออยากให้พี่น้องรู้และเข้าใจในความรักอันมากมายมหาศาลของพระเยซู แล้วรักตอบพระองค์ ทำให้ความรักของพระองค์สมบูรณ์ในตัวเรา โดยเรารักซึ่งกันและกัน ( 1ยน. 4:7-12) เป็นความรักอันร้อนรนมีพลังเต็มเปี่ยมอยู่ตลอด ไม่มีวันเสื่อมคลาย เพราะรักนั้นคือ AKAPE' … ต่อไปนี้เวลาร้องเพลงบทที่ 122 พวกเราทุกคนคงร้องได้เต็มปาก, เต็มหัวใจ และเต็มวิญญาณ
         ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรพี่น้องที่รักทุกๆท่านครับ


หากพี่น้องมีคำชี้แนะ โปรดติดต่อ
คริสตจักรของพระคริสต์บ้านสวนสวรรค์
94 หมู่ 5 กม. 6 ถ. วาริน-พิบูล
ต. บุ่งไหม อ. วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี 34190