นมัสการอย่างถูกต้อง

โดย …. โกวิธ ศิริอารยะ - โจ้ (เจี๊ยบ)

         เมื่อพูดถึงการนมัสการ ภาพแรกที่ผู้คนจะนึกถึงก็คือแท่นบูชาที่มีควันคลุ้งบนยอดเนิน ท่ามกลางหุบเขาเขียวขจี มีประชาชนหมอบกราบเป็นทิวแถว ลดหลั่นกันไป บ้างก็นึกถึงโบสถ์หรือวิหารอันโอ่อ่าสง่างามที่เคยเห็นในทีวีและภาพยนตร์ แต่สำหรับพี่น้องคริสตจักรของพระคริสต์ คงจะนึกภาพอะไรไม่ค่อยออก เพราะที่ประชุมของเราเป็นอาคารธรรมดาๆ ไม่มีความหรูหราแต่อย่างใด ยิ่งคริสตจักรตามต่างจังหวัดด้วยแล้ว บางแห่งเป็นบ้านเช่าก็มี เพราะฉะนั้นเวลาถามว่าพี่น้องนึกถึงอะไร ส่วนใหญ่จะตอบว่า นึกถึงพิธีศีลระลึก เป็นอันดับแรก จากนั้นจะเป็นการ ร้องเพลงสรรเสริญ อธิษฐาน ฟังเทศนา และถวายทรัพย์
         ผมเติบโตมาจากครอบครัวคาทอลิค ทุกวันอาทิตย์คุณพ่อคุณแม่จะพาพวกเราลูกๆ 8 คนไปโบสถ์ ด้วยชุดที่ดีที่สุด สวยที่สุด เพราะโบสถ์ของเราหรูหรา, สง่างาม, ศักดิ์สิทธิ์ เวลานมัสการก็จะมีบาทหลวงเป็นผู้ประกอบพิธี ซึ่งมีการร้องเพลง มีการสวดอธิษฐาน, มีพิธีศีลมหาสนิท, ต่อด้วยการถวายทรัพย์ จากนั้นบาทหลวงก็จะเทศนาไม่เกินครึ่งชั่วโมงเป็นอันจบพิธี แล้วก็กลับบ้าน ทำอย่างนี้ทุกอาทิตย์ ตั้งแต่เล็กจนโต
         ปัญหาของผมคือ การที่ผมเปลี่ยนแปลงความเชื่อเมื่อ 17 ปีที่แล้ว (1986) ด้วยเหตุผลที่ยอมรับความจริงในพระคัมภีร์หลายๆข้อ ที่เคยสงสัยสมัยเป็นเด็กว่า ทำไมกฎของศาสนจักรคาทอลิค จึงขัดกับข้อมูลในพระคัมภีร์ รวมถึงบางเรื่องที่ไม่เคยคิดมาก่อน และเป็นเรื่องที่ทำให้ตัดสินใจรับบัพติศมา นั้นก็คือเรื่องที่ได้ทราบว่าพระเยซูทรงเป็นประมุขของคริสตจักร ไม่ใช่ ฯพณฯ ท่าน …..? ไม่ใช่โป๊ปแห่งวาติกันหรืออาร์คบิช๊อพของออร์ธอดอกซ์ ฯลฯ เนื่องจาก พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่นั้นเอง
         ความจริงตั้งแต่เด็กมา ถูกสอนว่าโปรเตสแตนท์เป็นพวกนอกรีต เริ่มก่อตั้งโดยบาทหลวงหัวแข็งคนหนึ่งชื่อ มาติน ลูเธอร์ เท่านั้นเอง ต่อมาภายหลังจึงทราบว่าท่านได้ยื่นฎีกา 95 ข้อ ให้สภาอ๊อกซ์เบิร์ก ขอให้มีการปฏิรูปศาสนาให้ตรงตามพระคัมภีร์ แต่ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงในปี ค.ศ. 1517 เมื่อท่านยังเคลื่อนไหวต่อ ก็ถูกตัดจากสมณศักดิ์ โดยสันตปาปา เลโอ ที่ 10 ในปี 1521 ถัดจากนั้นอีก 24 ปี ก็มีบาทหลวงอีกคนชื่อ ยอห์น น็อคส์ ให้กำเนิดนิกาย "เพรสไบทีเรียน" ตามมา จวบจนปัจจุบันผมได้ยินมาว่ามีศาสนาคริสต์กว่า 600 นิกายทั่วโลก
         เมื่อเปลี่ยนแปลงความเชื่อ แน่นอนว่าชีวิตย่อมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมากมาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนเล็กน้อยก็คือ ช่วงเวลานมัสการ แม้จะไม่มีชื่อหรือบทบาทของนางมาเรียมารดาของพระเยซู และไม่มีบาทหลวงเป็นคนกลางในการถวายบูชานมัสการ แต่! วิธีปฏิบัติก็ทำคล้ายๆกัน มี 5 อย่างเหมือนกัน จบแล้วกลับบ้านใครบ้านมัน เหมือนกัน
         ผมเคยเห็นโบสถ์ของนิกายลูเธอร์รัน ยกเว้นจากไม่มีรูปเคารพของนางมาเรียและนักบุญต่างๆแล้ว นอกนั้นแทบไม่แตกต่าง บาทหลวงยังคงเป็นคนทำพิธีนมัสการอยู่เหมือนเดิม คิดว่าอีก 5-600 นิกาย คงใช้ "The Five items of worship" (การนมัสการ 5 ประการ) เหมือนกัน เพราะคริสตจักรของพระคริสต์ ที่ถือกำเนิดภายหลังก็ยังยกเอาพิธีนมัสการของพวกเขามาใช้ เพราะอะไรครับ เพราะมันเป็นมาตรฐาน หรือเพราะมีตัวอย่างในพระคัมภีร์ใหม่สนับสนุน เช่น ใน กจ. 2:42-47, กจ. 20:7, 1 กธ.14:26, 1ตธ 4:13, คส. 3:16 หรือเพราะมันง่ายที่จะให้บริการแก่สมาชิกแบบนั้น สะดวกในการจัดการ ควบคุมให้ผ่านไปในแต่ละอาทิตย์ได้ไม่ยาก หลายนิกายรู้ว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับสมาชิก โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อมานาน หรือลูกหลานที่เติบโตมากับครอบครัวคริสเตียน ดังนั้น กุศโลบายในการเติมสีสันเข้าในการนมัสการจึงเกิดขึ้น ที่จริงเกิดมาก่อนกับคาทอลิก โดยการสร้างภาพลักษณ์ของนักบุญศักดิ์สิทธิ์ซึ่งรวมถึงนางมาเรียมารดาของพระเยซูในรูปเคารพอันสวยงาม โบสถ์วิหารแต่ละแห่งมูลค่าหลายสิบล้าน บุคลากรทั้งบาทหลวง ภราดาหรือซิสเตอร์ก็ดูมีสง่าราศีน่าเลื่อมใส ช่วงนมัสการมีการใช้เครื่องดนตรี ใช้ระฆังเล็กๆ มีการจุดเทียนแพ เผากำยานหอม มีเด็กชาย หญิง ในชุดขาวบริสุทธิ์ช่วยจัดแจงอุปกรณ์ให้แก่บาทหลวงในการประกอบพิธีต่างๆ ส่วนโปรเตสแตนท์ก็เน้นการอัศจรรย์ในนิกายเพนเตคอส ฯลฯ บางนิกายเวลานมัสการไม่ต่างจากการชมคอนเสิร์ตวงร็อคหรือแจ๊ส บ้างก็ให้สตรีเข้ามามีบทบาทบนเวที หรือธรรมาสน์ สตรีที่สวยและเก่งดึงดูดใจบุรุษอยู่แล้วโดยธรรมชาติแต่ก็ส่งผลดีกับสมาชิกสตรีด้วยกันเอง เพราะรู้สึกว่ามีความสำคัญไม่น้อยหน้าเพศชายและปกติทุกคริสตจักรจะมีสมาชิกสตรีมากกว่าบุรุษอยู่แล้ว ประการสุดท้ายนี้เป็นสีสันที่ขัดกับพระคัมภีร์อย่างแรง
         ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รู้ดีว่าสินค้าของตนขาดคุณค่าของสารอาหารแต่แทนที่จะเพิ่มหมูหรือไก่อบแห้ง ผักอบแห้ง ฯลฯ ก็ไม่ทำเพราะมันยุ่งยากและทำให้ต้นทุนสูงขึ้น จะขายห่อละ 10 บาท ก็กลัวไม่มีใครซื้อ จึงแต่งเติมเพิ่มสีสันด้วยเครื่องปรุงรสต่างๆ (Seasoning) เพื่อให้คนทานได้หมดชามด้วยความอร่อยจากผงชูรสในปริมาณที่ค่อนข้างอันตรายต่อสุขภาพ อย่างไรก็ดี บะหมึ่กึ่งสำเร็จรูปมีไว้ทานเพื่อแก้หิวมากกว่าที่จะเป็นเมนูหลักในทุกวัน
         คริสตจักรของพระคริสต์ ไม่เน้นสีสันทุกรูปแบบในการนมัสการ เหมือนทานมาม่าไม่ใส่เครื่องปรุง ดีที่ไม่ทำลายสุขภาพ แต่ดีไม่พอเพราะได้แค่คาร์โบไฮเดรต ถึงเราไม่ตายเพราะผงชูรส แต่เราก็ยากที่จะโตหรือแข็งแรงและมีสุขภาพดีได้ ทำไมเราไม่ทานข้าวกล้อง ผักปลอดสาร ปลาทะเลหรือน้ำจืด ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่าล่ะครับ
         เมื่อเราวินิจฉัยแล้วว่าคาทอลิกและนิกายต่างๆ เชื่อไม่ถูกต้องปฏิบัติไม่ถูกต้อง แล้วเรายังนมัสการพระเจ้าเหมือนพวกเขา ผมสงสัยมากว่า เรามีโอกาสรอดเพราะเราเชื่อถูกต้องกระนั้นหรือ? โรม 2:3 "มนุษย์เอ๋ย ท่านที่กล่าวโทษคนที่ประพฤติเช่นนั้น แต่ท่านเองยังประพฤติเช่นเดียวกับเขา ท่านคิดหรือว่า ท่านจะพ้นจากการพิพากษาลงโทษของพระเจ้าได้" ในเมื่อเรารู้แล้วว่าพระเยซูได้ตรัสถึงการนมัสการที่ถูกต้องใน ยน. 4:23 "คนทั้งหลายที่ได้นมัสการอย่างถูกต้อง จะนมัสการพระบิดาโดยจิตวิญญาณและโดยความจริง" มีผู้ตีโจทย์ว่า จิตวิญญาณ คือ ใจจริง, ก้นบึ้งในส่วนลึกของจิตใจ (สดด. 2:11) ส่วนความจริงคือ พระวจนะของพระเจ้า (สดด.119:160, กท. 2:5, คส.1:5, ฯลฯ) จากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ผมไม่มีอะไรจะโต้แย้ง แต่รู้สึกทะแม่งๆ ถ้าจะพูดว่านมัสพระเจ้าด้วยใจจริงและด้วยพระวจนะของพระองค์ เพราะเราจะกลับไปเป็นเหมือนชาวกาลาเทียที่พึ่งบัญญัติเพื่อจะรอด (กท. 3:1-3)
         แต่ถ้าจะตีความว่าเป็นบัญญัติใหม่ของพระคริสต์ (ยน.13:34-35) คือด้วยความรักซึ่งกันและกัน อันนี้ฟังดูดีมากเลย แต่ความหมายค่อนข้างกว้างไปหน่อย
         หากคำว่า Truth (ความจริง) ในภาษาเดิมเป็นอีกความหมายหนึ่ง หรือไม่น่าจะแปลมาเป็นภาษาอังกฤษว่า Truth แต่เป็นคำว่า Real เหมือนใน 1 ยน. 2 :27 "เป็นของแท้ ไม่ใช่ของเทียม" หรือแทนที่จะแปลว่า "ความจริง" แต่เป็น "ตัวจริง" ล่ะ จะเป็นอย่างไร ใน ฮร. 9:23, 10:1-18 บอกให้เรารู้ว่า การนมัสการของชาวยิวเป็นแต่เพียงสิ่งจำลองหรือ เงา ของสิ่งประเสริฐที่จะมาเป็นตัวจริงในภายหลัง พระคริสต์ถวายพระองค์ครั้งเดียวลบบาปได้ตลอดไปและยกเลิกระบบเดิมเพื่อจะตั้งระบบใหม่ และใน ฮร. 10:19-20 ผู้เขียนได้หนุนใจให้เราเข้าที่บริสุทธิ์โดยทางพระกายของพระเยซู ซึ่งตรงกับ ยน. 14: 6 ที่พระเยซูตรัสว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไมีมีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ นอกจากมาทางเรา" เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้จึงสรุปได้ว่า "ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้อง จะนมัสการด้วยจิตวิญญาณ(ใจจริง)และด้วยตัวจริง " ที่พระเยซูทรงตรัสใน ยน. 4:23 หากจะมองเป็นคำอุปมา น่าจะหมายถึงพระองค์เองที่มาทำตามน้ำพระทัยของพระบิดาจนสำเร็จ เป็นแบบอย่างให้คนที่จะนมัสการอย่างถูกต้องในรุ่นต่อๆไป ให้ทำเหมือนพระองค์ อฟ. 5:1-2 "เหตุฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า ให้สมกับเป็นบุตรที่รัก และจงดำเนินชีวิตในความรักเหมือนดังที่พระคริสต์ได้ทรงรักท่านและเราทั้งหลายและทรงประทานพระองค์เองเพื่อเราให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาอันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า" ในโรม 12:1 อัครสาวกเปาโล ได้วิงวอนพี่น้องให้ "ถวายตัว" เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่พอพระทัยพระเจ้า "ซึ่งเป็นการนมัสการด้วยวิญญาณจิต" ข้อนี้ถ้าเอามาถอดสมการร่วมกับ ยน. 4:23 ก็จะได้ความว่า "ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้อง จะนมัสการด้วยใจจริงและด้วยการถวายตัว" โรม 12:1 "Present your bodies…" คือคำในภาษาอังกฤษ ส่วนภาษากรีกใช้คำว่า ________________(พาราคเทคาส) หมายถึง ยอมตัวเป็นทาส หรือ ยอมตัวรับใช้ คำนี้ได้กลายมาเป็นคำศัพท์เฉพาะ ในภาษาอังกฤษ คือ Practice ซึ่งแปลว่า การปฏิบัติ การประกอบพิธี ฝึกหัด กิจวัตร ฯลฯ คำนี้ยังใช้ใน 1 ยน.3:16 ด้วย แต่พอแปลเป็นไทย กลับใช้คำว่า "เราทั้งหลายควรสละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง" (แปลใหม่) และแปลเก่าบอกว่า "วางชีวิต" ทำเอาหลายท่านเป็นกังวลว่าถึงขนาดต้องยอมตายเพื่อพี่น้องทีเดียวหรือ? จริงๆคือแปลผิดครับ ผิดมาตั้งแต่ภาษาอังกฤษแล้ว (laid down his life) น่าขำที่มีมิชชันนารีท่านหนึ่งเคยพูดว่าสามารถตายแทนพี่น้องได้ โดยยก 1 ยน. 3:16 ผมถือเป็นเป็นเรื่องตลกครับ เพราะบางครั้งเราเองก็พลาดข้อมูลที่ถูกต้องด้วยสาเหตุต่างๆได้ ภาษิตไทยมีคำว่า "สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง" ประโยคนี้ยังใชได้อยู่เสมอ แต่ถ้าเราจะใช้สติ ตรวจดูว่าบทนั้นพูดเรื่องอะไร ก็ไม่เห็นเจอเรื่องสงคราม เรื่องโจรปล้นหรือภัยพิบัติธรรมชาติใดๆ ที่จะเกิดอันตราย ขนาดยอมไปตายเพื่อพี่น้อง แต่เจอเรื่องความแตกต่างในทางประพฤติระหว่างลูกของพระเจ้าและลูกของมาร ที่มีความรักจอมปลอมให้กับพี่น้อง
         กท.5:6 บันทึกว่า ความเชื่อที่แสดงออกเป็นกิจกรรมที่ทำด้วยความรักนั้นสำคัญ ปลายข้อ 13 กับข้อ 14 "จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด เพราะว่าธรรมบัญญัติทั้งสิ้นสรุปได้เป็นคำเดียว คือว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง" พระเยซูได้ตรัสสั่งไว้ชัดเจนว่าให้เรารับใช้ซึ่งกันและกัน ใน มธ. 20:26-28, มก. 9:35, 10:43-44, ลก.22:26-27, ยน. 13:12-17 เนื่องจากมีผลต่อความรอดและบำเหน็จรางวัล ณ เบื้องบนอย่างแน่นอน มธ.19:27-30, ลก.22:28-30 นอกจากนี้ผู้เขียนหนังสือฮีบรู ยังได้หนุนใจพี่น้องว่าได้กระทำในสิ่งที่มีผลต่อความรอด (ฮร.6:9-12) คือ การรับใช้ธรรมิกชน
         ในเมื่อมีข้อพระคัมภีร์ที่ชัดเจนและมากมายขนาดนี้เห็นทีจะเลี่ยงยาก ที่จริงถ้าหากจะเพิ่มก็มีอีกมากแต่เพียงแค่นี้ พี่น้องก็ตาลายพอสมควรแล้ว สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ การปฏิรูปการนมัสการ
         ใน 5 ประการนี้ สิ่งที่พี่น้องควรปรับปรุง คือ "พิธีศีลระลึก" ซึ่งคาทอลิค เรียกว่า " พิธีศีลมหาสนิท"แค่ชื่อเรียกก็ผิดแล้ว เพราะพระเยซูไม่เคยสั่งให้ทำเป็นพิธี (Ceremonial) และทรงต่อต้านการถือพิธีของพวกอาลักษณ์และฟาริซายมาโดยตลอด (มก. 7:1-23, ลก. 11:37-52 )
         ตัวอย่างการระลึกใน 1 กธ. 11:17-34 ทำให้เราทราบว่า การระลึกคือการรับประทานอาหารร่วมกัน ( พระเยซูยกเอามาจากการเลี้ยงปัศคา) ที่แน่ๆ ไม่ใช่การทำแบบสมมุติเอา โดยใช้ภาชนะจำลองเหมือนของเด็กเล่น ถ้าการระลึกเราทำแบบสมมุติเหมือนคาทอลิก เราน่าจะใช้พิธีบัพติศมาแบบสมมุติของพวกเขาด้วย แค่เอาน้ำรดศีรษะแล้วเอาผ้าแห้งเช็ดก็เสร็จพิธี ง่ายดี ไม่ต้องไปหาบ่อน้ำ หรือสร้างบ่อไว้หลังโบสถ์ให้ยุ่งยาก เวลาหมดอายุในโลกนี้ ก็สมมุติเอาว่าได้ไปสวรรค์ ง่ายดีและสะดวกด้วย
         อัครสาวกเปาโล เตือนไม่ให้ทำการระลึกอย่างไม่บังควร เพราะพี่น้องที่โครินธ์ขาดมารยาทในการกินร่วมกัน ไม่รอกันคือขาดความพร้อมเพรียง ไม่แบ่งอาหารคือขาดแคลนน้ำใจ กินจนเมามายคือขาดสติ กินจนพุงกางคือขาดการประมาณตน ทำให้คนจนต้องอับอายเพราะไม่มีอะไรจะกิน แทนที่จะเป็นการดูแล ปรนนิบัติรับใช้ซึ่งกันและกัน มันก็กลายเป็นตรงกันข้าม ผิดจุดประสงค์ของพระคริสต์ที่ให้เรากินอาหารฝ่ายเนื้อหนังด้วยขอบพระคุณและระลึกว่าเราต้องกินอาหารฝายวิญญาณด้วย จึงจะรอดได้ ( ยน. 6:27-58)
         การดูแลคนหมู่มากในการกินเลี้ยง เป็นเรื่องยุ่งยาก วุ่นวาย สิ้นเปลือง และเสียเวลา ดังนั้น ศาสนจักรคาทอลิก จึงทำชุดจำลอง สมมุติ ขนมปังแทนพระกาย และไวน์องุ่นแทนพระโลหิตของพระเยซู แทนที่จะ "กิน" ก็เพียงให้ "ชิม" แล้วสรุปตัดบทให้เสร็จว่าสำเร็จตามเจตนาแล้ว
         ผมเคยได้ยินพี่น้องขึ้นมากล่าวเตือนสมาชิกว่า "อย่ากินพิธีศีลอย่างไม่บังควร" ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าไม่ใช่การกินเลี้ยงเหมือนในโกรินโธ จะไม่บังควรได้อย่างไรกับแค่การ "ชิม" ถ้าพี่น้องไม่ได้หมายว่าเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ พวกเราไม่มีรูปเคารพ ไม่ใช้ไม้กางเขน หรือสัญลักษณ์อื่นที่ดูน่าเลื่อมใส จึงใช้พิธีศีลระลึกเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกระนั้นหรือ ? อาทิตย์ไหนใครป่วยมาโบสถ์ไม่ได้ ก็จะมีพี่น้องไปเยี่ยมพร้อมกับขนมปังน้ำองุ่น ประมาณว่าทดแทนหรือชดเชยการนมัสการได้ ดีครับในมุมมองของกำลังใจ แต่ผิดที่เราหลงประเด็น
         หลายๆคริสตจักร รับประทานอาหารเที่ยงร่วมกันหลังเลิกประชุม บ้างก็เตรียมมา บ้างก็ควักกระเป๋าแชร์กันออกคนละ 20 บาท กินไปคุยไป ปรึกษาหารือ หนุนน้ำใจ เกิดผลอันดีในกิจกรรมนี้ทุกแห่ง ขอแรงท่านผู้นำคริสตจักรทุกท่านโปรดทบทวนว่า ถ้าปรับเปลี่ยนเป็นการระลึก มีการอธิษฐานอย่างเป็นทางการ กินกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูแลให้ทั่วถึง น่าจะดีกว่าทำอย่างอื่นที่พระเยซูไม่ได้บอกให้ทำ ถึงเวลาแล้วครับที่ต้องกล้าเดินออกจากร่มเงาของคาทอลิก ยืนหยัดบนขาของตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ สมชื่อคริสตจักรของพระคริสต์
         นอกจากเรื่องการระลึก พวกเราควรเพิ่มกิจกรรมในการดูแลปรนนิบัติรับใช้ซึ่งกันและกันให้มากขึ้น ส่วนรายละเอียดและวิธีการ ผมเชื่อในสติปัญญาของพี่น้องว่าสามารถทำเองได้ไม่ยาก ผลดีคือไม่ซ้ำซากจำเจน่าเบื่อ ได้นมัสการอย่างถูกต้องตามน้ำพระทัยพระเจ้า ประโยชน์ที่ได้มีมากมาย เหมือนทานอาหารชีวจิต พี่น้องเจริญขึ้นในความเชื่อ รักกันและกัน ผูกพันกันมากขึ้น ส่งผลในการประกาศ การสอนแขก ให้เกิดประสิทธิภาพในการนำวิญญาณอย่างคาดไม่ถึง ที่จริงพี่น้องเราแทบทุกแห่งถือปฏิบัติในเรื่องการรับใช้ซึ่งกันและกันบ้างอยู่แล้ว ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเพิ่มความสนใจ, เพิ่มเวลา, เพิ่มงบประมาณในการนี้ ถึงเวลาหรือยังครับที่จะกล้าถวายตัวรับใช้พี่น้อง 40ปีแล้วที่คริสตจักรของพระคริสต์เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทย เราไปถึงไหนแล้วครับ เราพอใจแค่นี้หรือ และที่สำคัญ พระเจ้าทรงพอพระทัยแล้วแน่หรือกับการนมัสการของเรา 6 วัน จันทร์ถึงเสาร์ เราแทบไม่ได้กินอะไรฝ่ายวิญญาณ พอวันอาทิตย์มากินบะหมี่สำเร็จรูป สงสารวิญญาณตัวเองบ้างเถอะครับ
         โฮเซอา 6:6 " เพราะเราพึงพอใจในความเมตตากรุณา มิใช่การสักการบูชา และพึงพอใจในการรู้จักพระเจ้า มากยิ่งกว่าเครื่องบูชาเผา" ขอพระเจ้าทรงประทานพระพร สำหรับการนมัสการที่ถูกต้องของพี่น้องทุกท่าน



โกวิธ ศิริอารยะ

หากพี่น้องมีคำชี้แนะ โปรดติดต่อ สมาพันธ์คริสตจักรของพระคริสต์อุบลราชธานี
เลขที่ 9 ซอยธรรมวิถี 4 ถ. ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ. อุบลราชธานี 34000