น้ำองุ่นเจ้าปัญหา

โดย …. โกวิธ ศิริอารยะ - โจ้

	ประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา พี่น้องคริสตจักรของพระคริสต์ในอำเภอหนึ่งของภาคอีสาน ได้ทำในสิ่งที่พี่น้องต่างคริสตจักร  วิพากษ์วิจารณ์กันไปอย่างกว้างขวา
ง เนื่องจากพวกเขาได้ใช้น้ำกระเจี๊ยบแทนน้ำองุ่นในพิธีศีลระลึก  พี่น้องฝ่ายหนึ่งลงความเห็นว่า ผิดและบาป แต่อีกฝ่ายหนึ่งแย้งว่าถึงจะผิดแต่ไม่น่าบาป เพราะองุ่นหาซื้อยากมาก
 (สมัยก่อนเมืองไทยมีสวนองุ่นที่ราชบุรี และนครปฐมเท่านั้น) ที่ใช้น้ำกระเจี๊ยบแทน เพราะมีสีแดงและเปรี้ยวเหมือนองุ่น ไม่เฉพาะพี่น้องต่างท้องถิ่นที่มีความเห็นไม่เหมือนกัน 
คริสตจักรแห่งนั้นเองก็เกิดปัญหาแตกแยกเป็นสองฝ่าย เพราะพี่น้องปักใจว่าต้องเป็นน้ำองุ่นเท่านั้น ถ้าหาไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำพิธีศีลระลึก ดีกว่าทำแล้วผิดพระวจนะของพระเจ้า
	ความจริงที่ผมทราบมาคือ ขนมปังก็มีปัญหาเหมือนกัน เพราะแป้งสาลีไม่มีขายในอำเภอเล็กๆ พี่น้องก็เอาข้าวเหนียวนึ่งมาโขลกให้ละเอียด แล้วเอาขวดกลิ้ง
ให้แบนนำมาย่างไฟ กลายเป็นขนมปังไม่ใส่เชื้อ แต่น่าแปลก ที่พี่น้องยอมรับแต่โดยดี ขนมปังแป้งข้าวเหนียวนึ่งกับน้ำองุ่นในพิธีศีลระลึก ผ่านฉลุย ไม่มีใครบ่นว่าเลย 
	ผมเคยเจอด้วยตัวเองที่พี่น้องภาคเหนือ ใช้แฟนต้ารสองุ่น พวกเราที่เป็นแขกไปเยือนคริสตจักรแห่งนั้น ก็มองหน้ากันแบบงงเล็กน้อย แล้วก็ทำการระลึก
ไปแบบไม่ต้องคิดมาก เพราะรู้ดีว่าอำเภอรอยต่อระหว่างเชียงใหม่กับเชียงราย คงจะเหมือนกันกับที่อีสาน คือหาองุ่นยาก ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ปลูกกันได้ทุกภาคทั่วประเทศ
  ปัญหาก็หมดไป เรื่องน้ำกระเจี๊ยบก็คงเหลือเป็นตำนานถ้าไม่เล่าขานก็คงลืมกันไป แต่อย่างน้อย ปัญหานี้เคยทำให้พี่น้องแตกแยก มีใครเคยคิดที่จะตามหาความจริงกันบ้าง? 
พวกเราทำในสิ่งที่เชื่อและเชื่อในสิ่งที่ทำ เหมือนชาวศาสนาอื่นหรืออย่างไร ถ้าเช่นนั้นเราจะได้รับสติปัญญาจากเบื้องบนได้อย่างไร?
	จากการทำโพลสำรวจโดยสถาบันต่างประเทศ พบว่าคนไทยโดยเฉลี่ยอ่านหนังสือปีละ 7 บรรทัดเท่านั้นเอง นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของชาติอื่น
 ความจริงคนที่อ่านหนังสือเป็นประจำนั้นอ่านกันปีละหลายหมื่นบรรทัด แต่ที่เหลือ 7 บรรทัดเพราะต้องไปเฉลี่ยให้คนที่ไม่อ่านหนังสือเลย ซึ่งคนเหล่านี้มีจำนวนมากกว่า
หลายเท่าตัว(โพลเขาคิดคำนวณจากปริมาณของหนังสือที่ขายได้ทั้งหมดเทียบกับประชากร 70 ล้านคน)
	พระคัมภีร์ไบเบิ้ล เป็นหนังสือที่ให้สติปัญญาล้ำเลิศ และช่วยให้ผู้ที่อ่านปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น (2ตธ. 3:16)  ลูกาเองก็เขียนชมพี่น้องที่เบอระยะว่ามีจิตใจสูง
 เพราะพวกเขาชอบค้นคว้าข้อมูลใจพระคัมภีร์ทุกวัน (กจ.17:11) 
	แต่คนไทยจะเสียเปรียบฝรั่งอยู่บ้าง ตรงที่พระคัมภีร์ของเราแปลมา 2-3 ทอด ต้องยอมรับความจริงว่ามีการคลาดเคลื่อน ตกหล่น และผิดพลาดจาก
ภาษาเดิมอยู่มาก อย่างเช่น คำว่า ”น้ำองุ่น” ซึ่งพบใน พบญ. 12:17, นหม. 10:37, 13:5 บันทึกว่าน้ำองุ่นเป็นสิ่งที่ต้องนำมาถวายสิบลดหนึ่งแด่พระยะโฮวา และยัง
เป็นเครื่องดื่มสำหรับบูชาอีกด้วย  (ลนต. 23:5, 13) แต่คำเดียวกันนี้ กลับแปลว่า “เหล้าองุ่น” ใน ลก.10:34 ชาวสะมาเรียใจดี  ใช้เหล้าองุ่นรักษาบาดแผล 
คนที่ถูกโจรปล้น ยน. 2:1-10 การทำอัศจรรย์ ครั้งแรกของพระเยซูคือเปลี่ยนน้ำธรรมดาให้เป็นเหล้าองุ่น  โรม. 14:21  เป็นการดีที่จะไม่กินเนื้อสัตว์หรือดื่ม
เหล้าองุ่น  อฟ. 5:18 อย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน   1 ตธ.5:23 จงดื่มเหล้าองุ่นบ้างเล็กน้อยเพื่อสุขภาพของท่าน
	ทุกข้อที่กล่าวมา ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘wine’  อ่านว่า ไวน์ แปลว่า เหล้าองุ่น หรือปัจจุบันคนไทยนิยมเรียกทับศัพท์ไปว่า ‘ไวน์’  เพราะกำลังเป็นสินค้าโอท็อป
 หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ทำรายได้เข้าประเทศปีละไม่น้อย แต่พี่น้องสงสัยไหมว่าทำไมชุดพระคัมภีร์เดิมถึงไม่แปลให้ตรงกันว่าเป็น เหล้าองุ่น ก็เพราะว่าพระเยซูคริสต์
ทรงใช้พิธีปัศคา มาทำเป็นการระลึกนั่นเอง ขืนแปลว่าพิธีปัศคาใช้เหล้าองุ่น ก็หมายความว่า สิ่งที่อยู่ในถ้วยของพระเยซู ตอนสั่งให้สาวกทำเป็นการระลึกถึงพระองค์นั้น 
ไม่ใช่น้ำองุ่นคั้น ตามที่ชาวคริสเตียนถือปฏิบัติมาแต่ไหนแต่ไร (ก็ไม่ทราบ)
	เหตุผลที่ชอบยกมาอ้างว่าเป็นน้ำองุ่นแน่ๆก็คือ คำตรัสของพระเยซูใน มธ.26:29, มก.14:25, ลก.22:18 “เราจะไม่ดื่มน้ำผลแห่งเถาองุ่นต่อไปอีก จนกว่า
วันนั้นจะมาถึง”  ผมก็งงนะว่าข้อนี้จะมาปฏิเสธว่าไม่ใช่ไวน์อย่างไรได้  ในเมื่อไวน์ก็เป็นน้ำผลแห่งเถาองุ่น” ที่เติมยีสต์ลงไปเพื่อเป็นการถนอมอาหาร เก็บไว้บริโภคได้นานๆ
 ตลอดปีโดยไม่บูดเน่า  ใครๆในยุคนั้นเขาก็ใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น 
	อีกประการหนึ่งที่ผมมั่นใจว่าเป็นไวน์ โดยที่ไม่ต้องอ้างคำแปลก็ได้  อยู่ใน 1 กธ.11 ข้อ 20 เป็นต้นไป อัครสาวกเปาโล เตือนพี่น้องเรื่องการระลึก 
ซึ่งเป็นการกินเลี้ยง รับประทานอาหารร่วมกัน (ยังคงทำเหมือนพิธีปัศคา) มีบางคนกินจนเมา หากเป็นน้ำองุ่นคั้น ใครจะไปเมาได้ครับ
	อย่างไรก็ดี ผมเข้าใจว่ามีเหตุผล 3 ข้อ  ที่พี่น้องใช้น้ำองุ่นแทนไวน์ในการระลึก 
	1.  ไวน์เป็นของหายาก  ราคาแพง  ขนาดให้ใช้น้ำองุ่นยังเกิดปัญหาเรื่องน้ำกระเจี๊ยบเลย
	2.  คาทอลิค ใช้ไวน์ในพิธีศีลมหาสนิท  เราไม่อยากทำเหมือนพวกเขา
	3.  คริสเตียน มีกฎห้ามเมาเหล้า ดังนั้นเราจึง “ห้ามดื่ม” เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมถึงไวน์ด้วย เพื่อป้องกันการเมาที่จะตามมา
	ปกติเมื่อเราเดินทางผ่านภูเขาสูง มักจะมีจุดชมวิว ไว้ให้พักรถ คนขับก็ได้พักสายตา คลายเครียด คนโดยสารก็ได้ยืดเส้นยืดสาย ชมวิวสวยๆ สบายใจ 
อารมณ์ดีมีความสุข  อยู่มาวันหนึ่ง หัวหน้าเขตทางหลวง เกิดบ้าจี้ สั่งกั้นรั้วปิดไม่ให้คนเข้ายังจุดชมวิว โดยอ้างว่าเพื่อความปลอดภัย เป็นไงครับทีนี้ รถก็ไม่ได้พัก 
โชเฟอร์ก็ไม่ได้พักผ่อน ทั้งเครียดทั้งเมื่อย อาจจะง่วงด้วย ผู้โดยสารก็อ่อนล้า ผลที่ตามมาอาจจะเสียหายเกินคาด ถ้าพลาดประสบอุบัติเหตุ หรือโชคดีผ่านไปได้ 
ก็จะโทรมทั้งรถทั้งคน  ความจริงหัวหน้าเขตประเภทนี้ไม่มีหรอกครับ เพราะจุดพักรถเป็นนโยบายของกรมทางหลวงเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ  ไม่เหมือน
พวกฟาริซายที่ไม่ยอมให้ประชาชนได้พักผ่อน (มธ.23:4) พวกเขากั้นรั้ว ห้ามโน่น ห้ามนี่ โดยพลการ (มธ. 15:1-9) 
	ดังนั้น ถ้าเราเป็นสาวกของพระคริสต์ เรามีหน้าที่ทำให้ประชาชนหายเหนื่อยและเป็นสุขเหมือนที่พระองค์ทรงกระทำ (มธ. 11: 28-30 ) 
	การที่พี่น้องจะใช้น้ำองุ่นคั้นหรือไวน์ ซึ่งหาได้ง่ายแล้วในปัจจุบัน มาทำการระลึก  สำหรับผมแล้วถือว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับความรอด 
 เพราะการระลึกเป็นเพียง 1 ใน 5 ของการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์  แต่พระเยซูได้ตรัสเอาไว้ใน ยน.4:23 ว่าผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้อง จะนมัสการพระบิดา
ด้วยจิตวิญญาณและด้วยความจริง ข้อนี้ก็เป็นปริศนาให้ค้นคว้ากันอีกแล้ว  หวังว่าพี่น้องจะสนใจศึกษาหาความจริงร่วมกันในโอกาสต่อไป
	
ด้วยรักในพระคริสต์



โกวิธ ศิริอารยะ

หากพี่น้องมีคำชี้แนะ โปรดติดต่อ สมาพันธ์คริสตจักรของพระคริสต์อุบลราชธานี
เลขที่ 9 ซอยธรรมวิถี 4 ถ. ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ. อุบลราชธานี 34000